Full Version รายงานโครงการ

kuroror > Article

รายงานโครงการ Date : 2010-09-29 23:32:17

รายงานโครงการ 

เรื่องปราชญ์ชาวบ้าน 

 

 

 

 

เสนอ 

อ.ดร. สาคร อัฒจักร

 

 

 

 

โดย 

นายปรวีร์  ประจวบสุข 

รหัสนิสิต  53010520019

 

นิสิตชั้นปีที่  1  คณะศึกษาศาสตร์

สาขาเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา 

มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

  

คำนำ

รายงานเล่นนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชาสารัตถะความเป็นครู  รหัสวิชา  ๐๕๐๖๑๐๒  รายงายโครงการนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้รู้ถึงความเป็นครูในรูปแบบปราชญ์ชาวบ้านหรือภูมิปัญญาชาวบ้าน  ในลักษณะโครงการเป็นโครงการที่เป็นการสัมภาษณ์ ความรู้ที่เป็นภูมิปัญญา  รายงานเล่มนี้ได้อธิบายถึงลักษณะของต้นกกด้วย  ผู้จัดทำหวังว่ารายงานโครงการนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ต้องการที่จะรู้และศึกษา

 

 

 

สารบัญ

เรื่อง                                                                                                                                              หน้า

ชื่อและลักษณ์โครงการ                                                                                                                ๑

บทสัมภาษณ์ประวัติผู้นำกลุ่มทอเสื่อ                                                                                          ๒

ลักษณะของต้นกก                                                                                                                      ๒

ขั้นตอนและวิธีการทำ                                                                                                                  ๖

ภาพโครงการ                                                                                                                              ๗

 

 

ชื่อโครงการ                           ปราชญ์ชาวบ้าน

ลักษณะโครงการ            ใหม่

ผู้รับผิดชอบโครงการ      นายปรวีร์  ประจวบสุข

ระยะเวลาดำเนินการ          28  สิงหาคม  -  5  กันยายน  2553

 

1.  หลักการและเหตุผล 

จากการสังเกตชุมชนในช่วงเวลาที่ว่างหลังจากการทำนาหรือทำสวน  พบว่าช่วงเวลาดังกล่าวชาวบ้านจะมีเวลาว่างมาก  ในช่วงเวลานั้นชาวบ้านจะพากันใช่เวลาว่างในช่วงนั้นทำกิจกรรมอย่างยามว่างและในช่วงเวลาว่างชาวบ้านในชุมชนได้จับกลุ่มกันทำเสื่อเพื่อใช่สอยกันเองในครอบครัวหรือในครอบครับพอในก็จำหน่ายให้กับผู้ที่ต้องการจะซื้อ  หรือมีผู้ที่สนใจที่อยากรู้วิธีการทำหรือว่างสนใจที่จะทำชาวบ้านกลุ่มนี้ก็จะสอนหรือให้ความรู้วิธีการทำ  และในช่วงเวลาว่างก็จักสังเกตเห็นมีเด็กๆลูกหลานชาวบ้านกลุ่มนี้มีช่วยผู้ปกครองทำเสื่อกัน  ผู้จัดทำโครงการสังเกตเห็นและเกิดความคิดที่จะอยากทราบถึงวิธีการทำและอุปกรณ์การทำ  ผู้จัดทำโครงการนำคิดที่จะทำโครงการเกี่ยวกับโครงการสัมภาษณ์ชาวบ้านถึงวิธีการทำเสื่อของชาวบ้าน  และวิธีการคิดลายใหม่ๆที่ชาวบ้านคิดเอง

 

2.  วัตถุประสงค์

                1.  เพื่อให้คนรุ่นใหม่ได้ตระหนักถึงภูมิปัญญาชาวบ้านและวิธีการทำเสื่อ

                2.  เพื่อให้รู้ถึงความเป็นครูในรูปใหม่

                3.  เพื่อให้ผู้ที่สนใจได้รู้ถึงขั้นตอนแล้ววิธีการทำเสื่อว่ากว่าจะได้เสื่อในแต่ล่ะผืนต้องช้าเวลานานเท่าไร

                4.  เพื่อใหม่คนรุ่นใหม่ได้เอาภูมิปัญญาของชาวบ้านที่มีอยู่เดิมมาคิดให้เกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ๆp

3.  เป้าหมาย

                เชิงปริมาณ

1.คนรุ่นใหม่หันมาสนใจในภูมิปัญญาชาวบ้าน  ภูมิปัญญาในท้องถิ่น

                เชิงคุณภาพ

                1.คนรุ่นใหม่ได้รู้ถึงขั้นตอนและวิธีในการทำเสื่อได้เป็นอย่างดี

4.  แผนดำเนินการ/แผนปฏิบัติการ 

ที่

กิจกรรมการดำเนินงาน

ระยะเวลาการดำเนินงาน

ผู้รับผิดชอบ

1.

2

3..

สัมภาษณ์ผู้นำกลุ่มการทอเสื่อ

สัมภาษณ์ถึงขั้นตอนและวิธีการทำเสื่อ

บันทึกภาพขั้นตอนในการทำงาน

28  สิงหาคม  2553

28  สิงหาคม  2553

4-5  กันยายน  2553

 

 

5.  งานประมาณ

                1.  จำนวน  100  บาท

6.  ผลที่คาดว่าจะได้รับ

                1.  คนรุ่นใหม่ได้ตระหนักและเห็นถึงความสำคัญของภูมิปัญญาที่มีในท้องถิ่น

                2.  เกิดความคิดใหม่ๆให้กับกลุ่มชาวบ้านในการคิดทำลายเสื่อใหม่ๆ

                3.  เกิดความผูกพันของคนในท้องถิ่นกับคนรุ่นใหม่มากขึ้น

 

(ลงชื่อ)                                             ผู้จัดทำโครงการ

นายปรวีร์  ประจวบสุข

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บทสัมภาษณ์ประวัติผู้นำกลุ่มทอเสื่อ

ชื่อ นางอ่วม  แสงกล้า  อายุ  61  ปี

วัน/เดือน/ปีเกิด วันที่  09  มีนาคม  2492

ที่อยู่ปัจจุบัน  119  หมู่  1

ตำบล ค้อวัง  อำเภอ ค้อวัง  จังหวัด ยโสธร

รหัสไปรษณีย์  35160

สมรสกับนายจิตร  แสงกล้า  อายุ 63  ปี

มีบุตรชาย 2  คน

 

ลักษณะของต้นกก

พืชวงศ์กกเป็นไม้ล้มลุก มีชื่อสามัญเรียกว่า Sedge พบกระจายอยู่ทั่วโลก มีประมาณ 4000 ชนิด ชอบที่ชื้นแฉะ ขึ้นในที่ระดับต่ำตามหนอง บึง ทางระบายคันคูน้ำและโคลนเลน ใน 46 ประเทศจัดกกเป็นวัชพืช มีหลายชนิดใช้เป็นอาหารเช่น Eleocharis toberosa และ Scirpus toberosus และหลายชนิดนำมาทำเครื่องจักสานได้อย่าง เสื่อ กระจาด กระเช้า หมวก เช่นกกชนิด Scirpus mucronatus, Lepironia mucronata, Carex brizoides เป็นต้น

 

ลักษณะทางพฤกศาสตร์

กกนั้นมีรูปร่างลักษณะและนิเวศวิทยาเหมือนหญ้ามาก มีลักษณะที่แตกต่างจากหญ้าคือ กกมักมีลำต้นตัน (solid) และเป็นสามเหลี่ยมหรือสามมุม (three-amgled) บางชนิดมีผนังกั้นแบ่งเป็นห้องๆ มีกาบใบอยู่ชิดกันมาก และที่สำคัญคือเกือบไม่มีลิ้นใบ (ligule) บางชนิดไม่มีเลย ลักษณะสำคัญอีกประการหนึ่งของกกคือ ดอกแต่ละดอกจะมีกาบช่อย่อยห่อหุ้มหรือรองรับเพียงอันเดียว กกมีไหล (rhizome) เลื้อยไปใต้ดินและจากไหลก็จะแตกเป็นลำต้นเรียกว่า culm ที่ตัน (solid) โผล่พ้นขึ้นมาเหนือดิน และเมื่อผ่าลำต้นดูตามขวาง (cross-section) จะมีลักษณะเป็นสามเหลี่ยมหรือสามมุมดังได้กล่าวมาแล้ว ลำต้นกกจะไม่แตกกิ่งเหมือนพืชชนิดอื่น ใบของกกเหมือนกับใบของหญ้า แต่จะเรียงตัวอัดกันแน่นเป็นสามมุมหรือสามตำแหน่งรอบโคนต้นและมีกาบ (sheath) ห่อหุ้มลำต้นและไม่มีลิ้นใบ (ligule)

ช่อดอกกกจะเกิดที่ปลายลำต้นเป็นหลายแบบ เช่น ช่อแยกแขนง, ช่อซี่ร่ม หรือ ช่อเชิงลด และมีดอกขนาดเล็กเป็นทั้งดอกที่สมบูรณ์และไม่สมบูรณ์เพศ โดยมีดอกรวมเรียกว่าช่อดอกย่อย ซึ่งประกอบด้วยดอกย่อย (floret) หนึ่งหรือหลายดอก แต่ละดอกมี glume หรือริ้วประดับ (bract) รองรับ ส่วนกลีบดอกหรือ perianth นั้นไม่มีหรืออาจมีแต่เปลี่ยนรูปร่างไปเป็นเกล็ด (scale) หรือขนแข็งเล็กๆ (bristle) ในดอกกกจะมีเกสรเพศผู้ (filament) แยกกันอยู่ ส่วนเกสรเพศเมียจะมีก้านแยกเป็นสอง-สามแฉก หรือบางครั้งแยกเป็นสอง-สามเส้น และมีรังไข่อยู่เหนือกลีบดอก (supreior) ภายในมีห้องเดียวและมีหนึ่งเมล็ด

 

สกุลของกก

มีราว 109 สกุล

Carex เป็นไม้ล้มลุกอายุหลายฤดู ลำต้นตั้งตรงเป็นสามเหลี่ยม บางชนิดมีไหลเลื้อยไปใต้ดิน ใบเรียวแคบช่อดอกมีทั้ง panicle, raceme และ spike มีดอกรวมหรือ spikelet ประกอบด้วยดอกย่อย (floret) เพียงดอกเดียว หรือ spikelet เท่ากับ floret มีทั้งดอกที่มีก้านและไม่มีก้านดอก และไม่มีกลีบดอกส่วนดอกเป็นดอกไม่สมบูรณ์เพศ หรือมีเพศแยกกันอยู่คนละดอก แต่อยู่ในช่อดอกเดียวกันและเกสรเพศผู้มี 3 อัน เนื่องจากกกมีลักษณะคล้ายหญ้า จึงทำให้มีผู้เรียกเป็นหญ้าด้วยแต่ความจริงแล้วน่าจะเรียกว่ากกมากกว่า ซึ่งจะได้แยกออกไปจากหญ้าได้บ้าง เช่น

หญ้าคมบาง (กกคมบาง) Carex baccans Nees

หญ้าคมบาง (กกคมบาง) Carex stramentita Boot

หญ้าคมบางเล็ก (กกคมบางเล็ก) Carex indica Linn.

หญ้าคมบางขาว (กกคมบางขาว) Carex cruciata Vahl

หญ้ากระทิง (กกกระทิง) Carex thailandica T. Koyama

หญ้าดอกดิน (กกดอกดิน) Carex tricephala boeck.

สกุล Carex มีหลายชนิดที่ใช้ประโยชน์ได้แต่ไม่มีในเมืองไทย เช่น

Carex atherodes ในทวีปอเมริกาใช้ทำหญ้าแห้ง (hay)

Carex brizodies ในยุโรปใช้สานกระจาด กระเช้า

Carex dispalatha ในญี่ปุ่นใช้ทำหมวก

Cyperus เป็นไม้ที่มีอายุฤดูเดียวและหลายฤดู มีทั้งต้นตั้งตรง ลำต้นตันเป็นสามเหลี่ยม บางครั้งก็กลม ใบเหมือนใบหญ้า ใบที่อยู่แถบโคนต้นจะเปลี่ยนเป็นเกล็ดหรือแน่นห่อหุ้มโคนต้นและไหล ช่อดอกเกิดที่ปลายต้นเป็นหลายแบบ ดอกรวม (spikeltet) ประกอบด้วยดอกย่อย (floret) ดอกเดียวหรือหลายดอกและเป็นดอกที่สมบูรณ์เพศ มีเกสรเพศผู้ 1-3 อัน เกสรเพศเมีย 2-3 แฉก พืชสกุลนี้มีหลายชนิดเป็นวัชพืช เป็นสมุนไพร ประกอบยารักษาโรค เป็นอาหารและใช้ทำภาชนะเครื่องใช้ต่างๆ Cyperus ชนิดต่างๆ ได้แก่

กกขนาก cyperus differmis L. เป็นวัชพืชในนาข้าวและพืชไร่ ลักษณะคล้ายกกทั่วไป แต่ที่สังเกตง่ายคือ ดอกมีขนาดเล็กจะรวมกันอยู่เป็นกลุ่มคล้ายหัวกลมๆ

กกทรายหรือกกหัวแดง Cyperus iria เป็นวัชพืชพบในนาข้าวและพืชไร่เช่นเดียวกับกกขนาก ลักษณะที่เด่นของวัชพืชนี้คือรากมีสีแดงปนเหลือง ช่อดอกสีเหลืองกระจายกว้าง ใบประดับอันล่างสุดที่รองรับช่อดอกมีความยาวกว่าช่อดอก

 

กกชนิดอื่นที่เป็นวัชพืชยังมี เช่น

กกขี้หมา (Cyperus polystachyos Roxb)

กกนาCyperus haspan Linn.)

กกรังกา (Cyperus digitatus Roxb.)

กกรังกาป่า (Cyperus cuspidatus Kunth.)

กกลังกา (Cyperus alternifollius Linn.)

กกเล็ก (Cyperus pulcherrimus Willd. & Kunth)

กกบางชนิดที่ใช้เป็นสมุนไพรประกอบยารักษาโรคได้ ได้แก่

กกขี้หมา (Cyperus polystachyos Roxb.)

กกสามเหลี่ยม (Cyperus malaccensis Lamk.)

ใช้ไหล (rhizome) แก้โรคกระเพาะและแก้อาการท้องผูก

กกหลายชนิดที่ใช้เป็นอาหารได้แต่ไม่มีในเมืองไทย เช่น Cyperus esculentus ภาษาอังกฤษเรียกว่า Chuta earth almond, tiger nut หรือ rush nut มีไหลซึ่งเป็นที่เก็บอาหารใช้กินได้ มีกกอีกหลายชนิดใช้ประโยชน์ได้แต่ไม่พบในเมืองไทย เช่น Cyperus articulatus และ Cyperus longus ภาษาอังกฤษเรียก galin gale มีไหลที่มีกลิ่นหอมใช้ในอุตสาหกรรมทำน้ำหอมได้ Cyperus malacopsus และ Cyperus tegetiformis ภาษาอังกฤษเรียก Chinese mat grass ใช้ทำเสื่อเช่นเดียวกับกกสานเสื่อหรือกกจันทบุรี(Cyperus corymbosus) ซึ่งมีปลูกกันแพร่หลายในเมืองไทย ส่วนกกอียิปต์ (Cyperus papyrus Linn.) ภาษาอังกฤษเรียก papyrus หรือ paper reed นั้น แพร่เข้ามาในเมืองไทยนานแล้ว ชอบขึ้นในที่มีน้ำขังมีลำต้นกลมผิวลำต้นเขียวเป็นมัน ดอกออกเป็นช่อกระจุกกลมๆ ที่ปลายต้นช่อดอกแต่ละช่อจะมีก้านเป็นเส้นเล็กฝอยชูช่อยาวออกไปเหมือนคนผมยุ่ง ในอียิปต์ในโบราณใช้ลำต้นทำกระดาษ แต่ในปัจจุบันเลิกใช้แล้ว

 

ขั้นตอนและวิธีการทำ

การจะมีเสื่อใช้รองนั่งสักผืนดูเหมือนไม่ใช่เรื่องยากสำหรับคนเมือง คือ ไม่ต้องใช้แรง หรือใช้ความอดทนแค่มีเงินก็สามารถไปซื้อหามาได้แล้ว แต่จะหาเสื่อที่มีคุณภาพ มีความคงทน มีคุณค่าทางจิตใจและราคาถูกได้นั้น ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ยากเต็มที

เมื่อได้กกมาแล้วนำมาผ่าออกเป็น ๒-๓ เส้นตามขนาดของต้นกก หลังจากนั้นนำมาตากแดด ๓ แดดให้แห้งก็สามารถนำไปทอเสื่อ แต่หากต้องการทอเสื่อเป็นลายสีต่างๆเมื่อได้กกที่แห้งมาแล้วก็ต้องนำไปย้อมสีที่ต้องการเสียก่อนและ สีที่ใช้จะเป็นสีเคมีสำหรับย้อมกก

 

ขั้นตอนในการย้อม คือ ให้ใส่น้ำในกะละมังอะลูมิเนียมประมาณ ๑๐ ลิตร นำไปต้มให้เดือดหลังจากนั้นให้ใส่สีที่ต้องการลงไปตามด้วยกกหรือไหลหาของหนักทับเอาไว้แช่ทิ้งไว้ ๒ นาที หลังจากนั้นก็กลับด้านกกแช่ไว้อีก ๒ นาทีเพื่อให้กกติดสีทั่วกันอย่างสม่ำเสมอเมื่อได้แล้วก็นำขึ้นมาตากแดดให้แห้งก็สามารถนำมาทอเสื่อได้เลย

 

ในการทอเสื่อ ก่อนอื่นต้องนำเชือกไนล่อนมาขึงกับฟืมเพื่อเป็นโครงทอเสื่อก่อน โดยริมทั้งสองข้างให้ใส่เชือกเป็นคู่ คือรูละ ๒ เส้นจำนวน ๒ รูทั้ง ๒ด้าน ตรงกลางจะใส่รูละเส้น ส่วนจำนวนรูที่ใส่เชือกจะขึ้นอยู่กับความกว้างของเสื่อที่ต้องการ  สิ่งจำเป็นอีกอย่างในการทำโครงทอเสื่อคือไม้สำหรับรองนั่ง ๒ แผ่น เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้วก็มาถึงขั้นตอนในการทอ นำกกมาพรมน้ำให้ชุ่มเพื่อทำให้กกอ่อนตัวง่ายในการทอเข้าผืน ในการใส่กกในโครงจะใส่สลับระหว่างโคนและปลายของกกเพื่อความแข็งแรง และจะทำการพันกกกับเชือกในเส้นริม ๒ คู่ทั้งสองด้านเพื่อทำเป็นขอบเสื่อ คนที่ทำหน้าที่ใส่เส้นก็ต้องระวังไม่ให้ใส่กกด้านเดียวกันส่วนคนทอก็ทำหน้าที่ในการเอียงฟืมเพื่อให้คนใส่เส้นสลับช่องบนล่างเพื่อความแข็งแรงแน่นคงทนของตัวเสื่อ และจะทำอย่างนี้ไปเรื่อยจนได้เต็มความยาวที่ต้องการเท่านี้ก็จะได้เสื่อที่สวยงาม แข็งแรง ราคาถูก มีคุณค่าทางจิตใจไว้ใช้งานในบ้านหรือจำหน่าย

 

 

สรุปโครงการ

            จากการที่ได้สัมภาษณ์ผู้ที่ทอเสื่อประโยชน์ที่ได้  ดังนี้

  1. สามารถถ่ายทอดความความให้กับคนรุ่นหลังหรือสอนให้กับผู้ที่สนใจที่ได้รู้
  2. เกิดผลเป็นสินค้าOTOPของชาวบ้าน
  3. เกิดอาชีพเสริมนอกจากการทำนา
  4. ก่อให้เกิดรายได้เสริมในชุมชน
  5. ทำทรัพยากรธรรมชาติมาใช้ให้เกิดประโยชน์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ภาพโครงการ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


ความคิดเห็น